เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาคมศิษย์เก่า คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ได้จัดงาน Thailand Lecture 3 nd "WISDOM for Change" โดยได้เชิญบุคคลดัง 3 คนจาก 3 วงการเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ
ประกอบด้วย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก
+จุดเปลี่ยนประเทศไทย
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บรรยายในหัวข้อ "นโยบายเศรษฐกิจเข็มทิศประเทศไทย" ว่า พรรคการเมืองควรมีจุดยืนด้านนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพราะสถานการณ์ของประเทศไทยขณะนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง หลังจากการพัฒนาของไทยหยุดชะงักมา 4-5 ปี ซึ่งหากไทยไม่ตระหนักจะกลายเป็นประเทศที่ถูกเมินจากทั่วโลก ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวในเกณฑ์ดีขณะนี้เป็นผลมาจากการลงทุนที่เกิดขึ้นในอดีต และอานิสงส์มาจากความเพียรพยายามของภาคเอกชน หากรัฐบาลยังละเลยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อไปอนาคตเศรษฐกิจไทยจะถึงขั้นวิกฤติ
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 จะถือเป็นจุดเปลี่ยนของไทยหากคนไทยมีความรับผิดชอบและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ว่ามีความเป็นไปได้ในอนาคตเพียงใด
"หลายปีที่ผ่านมาไทยไม่มียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศ คงต้องโทษการเมือง ที่คิดและทำอะไรเป็นจุดๆ เพื่อหาทางรอดทางการเมืองไม่ใช่ทางรอดของประเทศชาติ ความสอดคล้องทางยุทธศาสตร์จึงไม่เกิดขึ้น และนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงก็เป็นเพียงการเกทับและบลัฟกันเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ"
ดร.สมคิดกล่าวว่าพรรคการเมืองที่จะก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่จะต้องมีภาระหน้าที่ต่อเศรษฐกิจ 2 ประการ คือ 1. จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง โดยจะต้องอาศัยหัวใจสำคัญ 3 ข้อ คือ 1. ต้องเกาะติดสถานการณ์ความต้องการของโลก โดยปัจจุบันราคาอาหารและพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น รัฐบาลใหม่ควรกำหนดยุทธศาสตร์สองเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด
2. ความสามารถด้านการแข่งขัน ที่ผ่านมาหลายสิบปี ไทยได้เปรียบทางการส่งออกด้านค่าแรงต่ำ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ ดังนั้น จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ให้เป็นที่ยอมรับในทั่วโลก ซึ่งจะต้องเริ่มจากการพัฒนานวัตกรรมใหม่ วิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ฯลฯ 3. การใช้โอกาสทางการค้าเสรีให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะการสานสัมพันธ์กับจีนที่อนาคตอีก 5 ปีอาจจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกแทนสหรัฐฯ โดยรัฐบาลจะต้องมีนโยบายส่งเสริมสินค้าแบรนด์ไทยให้ก้าวไกลสู่สายตาโลกอย่างจริงจัง
ภาระหน้าที่ต่อเศรษฐกิจประการที่ 2 คือ การกระจายความกินดีอยู่ดีสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งจะทำเพียงการปรับค่าจ้างแรงงานให้สูงขึ้นคงไม่ได้ผล ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานพร้อมกับเพิ่มคุณค่าของสินค้า ซึ่งภาคเอกชนจะต้องมีการลงทุนเพิ่ม โดยรัฐบาลจะต้องมีนโยบายที่สนับสนุนผ่านการวางโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ เช่น ระบบขนส่ง ระบบน้ำ เป็นต้น
"การช่วยคนจนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นถือเป็นสิ่งที่ดี แต่การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนด้านสังคมให้พวกเขาก้าวเข้ามาอยู่ในระบบได้ หลายพรรคใช้นโยบายยิงเงินให้คนจน แต่คำถามจะเอาเงินมาจากไหน เราต้องปฏิรูปการคลัง เพราะปัจจุบัน 84% เป็นงบประจำ ซึ่งเป็นโจทย์ที่รัฐบาลจะต้องคิดหนัก"
นายสมคิด กล่าวปิดท้ายว่า เชื่อว่ารากเหง้าความเหลื่อมล้ำของประเทศเกิดจากการปกครองที่มีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพียงจุดเดียว ซึ่งเมื่อเกิดการลงทุนเม็ดเงินก็กระจายไปยังต่างจังหวัดไม่ทั่วถึง ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่รูปแบบการบริหารการปกครองจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการพัฒนา
"จุดยืนนโยบายต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างรากฐานในอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาลก็ตามจะต้องรู้ว่าไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร ไม่ใช่แค่ตั้งคนที่สั่งได้มาเป็นรัฐมนตรี เราไม่ต้องการการเมืองศรีธนนชัย แต่เราต้องการการเมืองแบบรัฐบุรุษ ประเทศไทยจะได้มีความหวังขึ้นบ้าง"
+ฐานะและโอกาสที่ดี
นายธนินท์ เจียรวนนท์ กล่าวในหัวข้อ "บริบทใหม่ทางธุรกิจการค้า"ว่า ถ้าหากการเมืองไทยนับจากนี้ไปนิ่ง ไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งสีของคนในชาติ พื้นฐานเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วจะส่งผลให้ดีกว่าปัจจุบันอีกหลายเท่า ประเทศไทยปัจจุบันอยู่ในฐานะที่ดีที่สุด เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 6 ล้านล้านบาท
รัฐบาลใหม่ควรนำเงินสำรองดังกล่าวไปลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ เช่น ระบบชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ หรือใช้ในการลงทุนต่างประเทศ เหมือนรัฐบาลสิงคโปร์ที่ใช้เทมาเสกเป็นบริษัทลงทุนเพื่อทำกำไรทั่วโลก ผ่านการลงทุนอย่างปลอดภัย ไม่ใช่ลงทุนในการออกพันธบัตรในประเทศดอกเบี้ยเพียง 3% หรือซื้อพันธบัตรในสหรัฐอเมริกาได้ดอกเบี้ยเพียง 1% เหมือนรัฐบาลไทยในปัจจุบัน
สำหรับการลงทุนในประเทศควรเน้นด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยง เพราะเป็นอุตสาหกรรมไร้ปล่องควัน และเป็นจุดเด่นของไทย โดยต้องศึกษาประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวว่าเขาทำอย่างไร สร้างจุดขายตรงไหน และนักท่องเที่ยวต้องการอะไร โดยวางแผนเจาะตลาดเชิงลึกเป็นรายประเทศ เช่น จีน อินเดีย ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล
ส่วนในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ วันนี้ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาส เพราะรัฐบาลได้มีการจัดทำเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)แล้วกับหลายประเทศ เช่น อาเซียน ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันได้ลดลงเป็น 0% แล้วโดยส่วนใหญ่ นักธุรกิจผู้ส่งออกควรใช้ให้เป็นประโยชน์ รวมถึงนักธุรกิจไทยสามารถไปลงทุนในประเทศคู่สัญญาแล้วส่งสินค้าไปในประเทศเหล่านี้ก็ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า นอกจากนี้การลงทุนจากต่างประเทศในไทยก็ยังมีโอกาสอีกมากจากความตกลงดังกล่าว
นายธนินท์ ยังเน้นย้ำเช่นเดิมว่า รัฐบาลควรใช้ทฤษฎี 2 สูง คือเงินเดือนหรือค่าแรงสูง และราคาสินค้าเกษตรสูง เพราะที่ผ่านมารัฐและเอกชนไปกดเงินเดือนหรือค่าแรงไว้ รวมถึงรัฐบาลก็ไปกดราคาสินค้าไว้ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งหากปล่อยให้เป็นไปตามทฤษฎี 2 สูง ประชาชนจะมีรายได้สมดุลกับรายจ่าย จากสภาพปัจจุบัน ราคาสินค้าพื้นฐานสูงขึ้นมากทั้งไก่ ไข่ หมู และน้ำมัน แต่รายได้ของประชาชนไม่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นให้สอดคล้องกัน ดังนั้นหากคุมราคาน้ำมันไม่ได้รัฐบาลก็อย่ามาคุมราคาสินค้า ควรปล่อยตามกลไกตลาดเพื่อบริษัท ห้างร้านจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อไปปรับเงินเดือนลูกจ้างหรือพนักงาน รวมถึงลงทุนเพิ่ม ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว
สำหรับสินค้าเกษตรของไทยในเวทีโลกยังมีโอกาสอีกมากเช่น ข้าว ยางพารา น้ำตาล มันสำปะหลัง จะต้องมีการพัฒนาพันธุ์ หรือผลผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งสินค้าเกษตรจะมีบทบาทมาก เพราะมองว่าจากนี้ไปโลกจะยังเกิดวิกฤติอาหาร และพลังงาน ข้าวจะมีราคาแพงเพราะเกษตรกรหันไปปลูกยางพาราซึ่งจะมีราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่วนปาล์ม อ้อย มันสำปะหลังจะถูกใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น
+ทหารกับความมั่นคง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา บรรยายในหัวข้อ "ความมั่นคงของประเทศไทย" ว่า เรื่องความมั่นคงไม่ใช่แค่ทหารเพียงอย่างเดียว ด้านเศรษฐกิจ ก็คือความมั่นคง ส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความมั่นคง คือ เสถียรภาพทางการเมือง ประเทศใดที่มีเสถียรภาพการเมืองก็จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพที่ดี และการที่บ้านเมืองมีเสถียรภาพได้ ทุกคนต้องทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะ ส.ส. ส.ว. และพรรคการเมือง
ช่วงนี้จะเห็นว่า มีการโฆษณาจากพรรคการเมืองมากมาย ฟังแล้วมันดี ในการเลือกตั้งทุกคนพูดดีหมด พอมาเป็นรัฐบาลก็ขอให้ประชาชนช่วยผลักดันนโยบายที่พูดไว้ออกมาให้ได้ การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าได้รัฐบาลดี ประชาธิปไตยดีตามที่วาดฝันไว้ จะเลือกพรรคไหนก็ได้ เลือกสักพรรคเอาไปทางหนึ่งเลย ส่วนเรื่องของการคอร์รัปชัน ที่ถือว่าเป็นปัญหาควรมีบทลงโทษที่หนัก
ในด้านการทหารต้องคิดถึงภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น ภัยคุกคามเรามีจากนอกประเทศมานานแล้ว เขาจะมารุกดินแดน เราจำเป็นต้องมีทหารไว้ ซึ่งทุกชาติไม่มีใครจ้างทหารจากประเทศอื่นมาปกป้องดินแดนของตนเอง ปัจจุบันนี้เรามีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น ยาเสพติด แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การก่อการร้าย โดยภารกิจของทหารมี 2 ส่วน คือ ด้านการเตรียมกำลัง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องปรับโครงสร้างให้เล็กและกระชับเพื่อความทันสมัย ส่วนการรักษาความมั่งคงภายใน แม้จะไม่มีการสู้รบขนาดใหญ่ แต่ตามแนวชายแดนยังมีปัญหามากมาย ซึ่งกองทัพดำเนินการไปคนละแบบ
สำหรับปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาไม่มีสิ่งใด นอกจากเอาชนะใจคนในพื้นที่ให้ได้ ซึ่งคนในพื้นที่มีประมาณ 2 ล้านคน มีผู้ก่อความไม่สงบประมาณ 8,000 คน ตอนนี้ทหารเฝ้าระวังไม่ให้มีการชักจูงและกระทำความผิดเพิ่ม ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์
ยืนยันว่า เราเป็นผู้ปฏิบัติในฐานะกลไกของรัฐ ทำแล้วชาติได้ประโยชน์เราก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ชาติ ยืนยันว่า ทหารไม่มีฝ่าย เพราะทหารอยู่ได้ในสังคม เพราะเป็นทหารของประชาชน และทหารก็ถือว่าเป็นสถาบันหนึ่ง และก็ไม่เคยทำตัวเหมือนเจ้าของบริษัท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,643 12-15 มิถุนายน พ.ศ. 2554